เกรดกระดาษลูกฟูกมีอะไรบ้าง เลือกอย่างไรให้ตรงงาน

เกรดกระดาษลูกฟูกมีอะไรบ้าง เลือกอย่างไรให้ตรงงาน

เกรดกระดาษผิวกล่องที่ใช้กันในไทยมีหกตัวหลัก คือ KA, KH, KK, KI, WS และ CA ห้าตัวแรกเป็นกระดาษผิวที่ประกบอยู่ด้านนอกและด้านในของแผ่นลูกฟูก ส่วน CA เป็นกระดาษลอนที่ขึ้นรูปเป็นคลื่นอยู่ตรงกลาง ตัวอักษรคือเกรด ตัวเลขที่ตามมาคือแกรม ซึ่งเป็นน้ำหนักกระดาษต่อตารางเมตร สเปกที่เขียนว่า KA185 จึงหมายถึงกระดาษผิวเกรด KA ที่ 185 กรัมต่อตารางเมตร

เรื่องนี้สับสนได้ง่ายด้วยสองสาเหตุ สาเหตุแรกคือแต่ละโรงงานเรียกเกรดเดียวกันด้วยตัวอักษรคนละชุด สาเหตุที่สองคือคำว่าเกรดที่ดีวัดได้อย่างน้อยสามมิติ ทั้งความต้านแรงดันทะลุ การทนความชื้น และความคมของงานพิมพ์ ซึ่งเรียงลำดับออกมาไม่เหมือนกันสักมิติเดียว

หัวข้อในบทความนี้

เกรดกระดาษลูกฟูกมีอะไรบ้าง

ตารางนี้รวมทั้งหกเกรดพร้อมชื่ออื่นที่พบในใบเสนอราคาของโรงงานอื่น ดูภาพรวมก่อนแล้วค่อยลงรายละเอียดตามลักษณะงาน

เกรดชื่ออื่นที่พบในสเปกเฉดสีแกรมมาตรฐาน (GSM)จุดเด่นทางเทคนิคงานที่เหมาะ
KAเรียกเหมือนกันเกือบทุกเจ้าเหลืองทองเด่นชัด125, 150, 185, 230เยื่อใยยาวเกาะกันแน่น แข็งแรงสูง ทนชื้นระดับกลาง เป็นเกรดที่ตลาดใช้มากที่สุดสินค้าหนัก งานอุตสาหกรรม งานส่งออก
KHKLEarth Brown150, 175, 200, 250แข็งแรงที่สุด ผสมสารทนชื้นมาตั้งแต่ในเนื้อเยื่อกระดาษห้องเย็น สินค้าแช่เย็น ผักผลไม้สด
KKKTน้ำตาลเข้มมาตรฐาน125, 150, 185ผลิตจากเยื่อรีไซเคิล ราคาประหยัดที่สุดในกลุ่มกระดาษผิวขนส่งและกระจายสินค้าในประเทศ
KIเรียกเหมือนกันเกือบทุกเจ้าน้ำตาลอ่อน125, 150, 185โทนอ่อนตา พิมพ์ลายได้สวย ให้ภาพลักษณ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมFMCG แบรนด์สายธรรมชาติ งานอีคอมเมิร์ซ
WSKS, WI, WKขาวพรีเมียม (White Top)140, 170ผิวขาวเนียน พิมพ์สีตรงเฉด Pantone ได้ดีที่สุดกล่องของขวัญ เครื่องสำอาง งานเน้นแบรนด์
CAMน้ำตาลอ่อนรีไซเคิล105, 125, 150, 185เยื่อรีไซเคิล 100% ช่วยคุมต้นทุนโครงสร้างใช้ทำลอนตรงกลางหรือผิวด้านในเท่านั้น

หกเกรดนี้คือชุดที่โรงงาน Auto Boxes ผลิตได้จริง สเปกและขนาดที่สั่งได้ดูได้ที่หน้า แผ่นกระดาษลูกฟูก

CA อยู่คนละกลุ่มกับห้าเกรดแรก เพราะทำหน้าที่ต่างกัน กระดาษตัวนี้ถูกขึ้นรูปเป็นคลื่นเพื่อสร้างระยะห่างระหว่างแผ่นผิวสองด้าน จึงไม่ได้ออกแบบมาให้รับแรงกดโดยตรงหรือใช้เป็นผิวนอกสำหรับงานพิมพ์

เกรดกระดาษกับลอนกระดาษ ต่างกันตรงไหน

สองคำนี้ถูกใช้สลับกันบ่อย จนหลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เกรดหมายถึงคุณสมบัติของเนื้อกระดาษ ส่วนลอนหมายถึงรูปทรงของคลื่นตรงกลางและความสูงของมัน

กล่องหนึ่งใบมีทั้งสองอย่างเสมอ สเปกที่เขียนว่ากล่องสามชั้น KA150 ลอน C หมายถึงผิวนอกใช้กระดาษเกรด KA แกรม 150 และคลื่นตรงกลางเป็นลอน C สูงราว 3.5 มิลลิเมตร ถ้าเปลี่ยนแค่เกรดโดยไม่แตะลอน ความสามารถในการวางซ้อนแทบไม่ขยับ เพราะแรงกดแนวตั้งถูกรับด้วยความสูงของลอนเป็นหลัก

หลักที่ใช้ได้เวลาคุยกับฝ่ายขายคือ เกรดตอบเรื่องเนื้อกระดาษ ทั้งความเหนียว การทนชื้น และงานพิมพ์ ส่วนลอนตอบเรื่องโครงสร้าง ทั้งการรับแรงกดแนวตั้งและการซับแรงกระแทก รายละเอียดของลอนแต่ละแบบและความสูงจริงอ่านต่อได้ที่ โครงสร้างกระดาษลูกฟูก ลอน E B C BE BC ต่างกันอย่างไร

เกรดไหนแข็งแรงที่สุด เกรดไหนทนชื้นที่สุด

คำถามนี้ตอบด้วยลำดับเดียวไม่ได้ เพราะสามมิติที่วัดกันจริงให้ผลลัพธ์ต่างกัน

มิติที่วัดลำดับจากดีที่สุดไปน้อยที่สุด
ความต้านแรงดันทะลุ (Burst Strength)KH > KA = KI > WS > KK
การทนความชื้นKH > KA > WS > KI > KK
ความคมชัดของงานพิมพ์WS > KH > KA > KI > KK > CA

KH ชนะทั้งความแข็งแรงและการทนชื้น แต่ตลาดกลับใช้ KA มากกว่าอย่างชัดเจน เหตุผลอยู่ที่ความคล่องตัวมากกว่าคุณสมบัติ เพราะ KA หาวัตถุดิบได้ง่ายกว่า ราคาต่อแผ่นถูกกว่า และรอบผลิตสั้นกว่า KH จึงคุ้มเฉพาะงานที่ความชื้นเป็นตัวแปรจริงจังอย่างห้องเย็นหรือผลไม้สด ส่วนงานอุตสาหกรรมทั่วไปที่ต้องการความแข็งแรง KA ให้ผลลัพธ์คุ้มกว่าเมื่อคิดรวมทั้งราคาและเวลารอของ

ในทางกลับกัน งานที่ต้องวางโชว์หน้าร้านและพิมพ์สีให้ตรงเฉดแบรนด์ WS คือคำตอบ แม้ค่าความแข็งแรงจะไม่ได้นำหน้า เพราะงานประเภทนั้นวัดผลกันที่ภาพลักษณ์บนชั้นวางเป็นหลัก

จุดที่ฝ่ายจัดซื้อพลาดบ่อยคือเลือกเกรดจากมิติเดียว เช่นเลือก KH เพราะเห็นว่าแข็งแรงที่สุด ทั้งที่งานเป็นกล่องขายปลีกที่ต้องพิมพ์สี่สี ผลคือจ่ายค่าเกรดเพิ่มแล้วยังได้งานพิมพ์ที่สู้ WS ไม่ได้

ทำไมชื่อเกรดในใบเสนอราคาแต่ละเจ้าไม่ตรงกัน

ตัวอักษรเกรดในไทยไม่มีมาตรฐานกลางบังคับ แต่ละโรงกระดาษจึงตั้งรหัสของตัวเองตามที่เคยใช้กันมา คนที่กำลังเทียบใบเสนอราคาสามเจ้าจึงเจอชื่อคนละชุดทั้งที่เป็นกระดาษคุณสมบัติเดียวกัน ชื่ออื่นที่พบบ่อยของแต่ละเกรดอยู่ในคอลัมน์ที่สองของตารางข้างบน

ที่จริงแล้วรหัสเหล่านี้มีที่มาจากคำสองคำที่เป็นศัพท์มาตรฐานของอุตสาหกรรมกระดาษ คำแรกคือ Kraftliner หมายถึงกระดาษผิวกล่องที่ผลิตจากเยื่อไม้สด เส้นใยยาวและเหนียว ให้ความแข็งแรงสูง คำที่สองคือ Testliner หมายถึงกระดาษผิวกล่องที่ผลิตจากเยื่อรีไซเคิลเป็นหลัก เส้นใยสั้นกว่าเพราะผ่านการใช้งานมาแล้ว ส่วนกระดาษลอนตรงกลางเรียกว่า Corrugating Medium

รหัสเกรดส่วนใหญ่จึงขึ้นต้นด้วยตัว K ตามคำว่า Kraft บางส่วนขึ้นต้นด้วยตัว T ตามคำว่า Test และตัว C มาจาก Corrugating แต่ตัวอักษรตัวที่สองเป็นชื่อรุ่นที่แต่ละโรงกำหนดเอง บางโรงยังใช้ตัว K นำหน้ากับสินค้าที่ตัวเองระบุว่าเป็น Testliner ด้วย รหัสอย่าง KA จึงไปโผล่ได้ทั้งในกลุ่มที่เรียกว่า Kraftliner และกลุ่มที่เรียกว่า Testliner แล้วแต่ว่าใครเป็นคนตั้งชื่อ

อีกอย่างที่ทำให้แบ่งกลุ่มได้ไม่ชัดเจนคือ โรงกระดาษบางรายระบุเองว่ากระดาษผิวของเขามีสามชั้น และใช้ทั้งเยื่อไม้สดกับเยื่อรีไซเคิลผสมกันในแผ่นเดียว ตัวอักษรนำหน้าจึงบอกได้แค่แนวทางกว้าง ๆ ไม่ได้บอกว่าแผ่นนั้นใช้เยื่อแบบไหนผสมกันอยู่เท่าไร

รหัสที่พบในตลาดมีหลายสิบตัว ตารางนี้จัดตามหน้าที่ในแผ่นลูกฟูกแทนการจัดตามผู้ผลิต

หน้าที่ในแผ่นลูกฟูกรหัสที่พบในตลาด
กระดาษผิวกล่อง รหัสขึ้นต้นด้วย KKA, KH, KI, KK, KL, KJ, KP, KS, KW, KC, KX, KII, KAU, KAV, KTF
กระดาษผิวกล่อง รหัสขึ้นต้นด้วย TTS, TT, TA, TD, TI, TR
กระดาษทำลอนตรงกลางCA, CS
ใช้ได้ทั้งผิวกล่องและทำลอนCJ

วิธีเทียบที่ปลอดภัยกว่าการดูตัวอักษรคือถามคุณสมบัติกลับไปสามข้อ หนึ่งคือกระดาษตัวนี้ทำจากเยื่อใยยาวหรือเยื่อรีไซเคิล สองคือมีการผสมสารทนชื้นในเนื้อเยื่อหรือไม่ สามคือแกรมกี่กรัม สามคำตอบนี้ระบุตัวกระดาษได้ตรงกว่ารหัสตัวอักษร และทำให้เห็นทันทีว่าใบเสนอราคาที่ถูกกว่านั้นถูกเพราะลดเกรดหรือลดแกรม

ถ้าเกรดที่ใช้อยู่เดิมเรียกชื่อไม่ตรงกับรหัสไหนในตารางเลย วิธีที่เร็วที่สุดคือส่งสเปกเดิมหรือกล่องตัวอย่างให้ทีม Technical Service ดู แล้วให้เทียบกลับมาว่าตรงกับเกรดใด การเดาจากตัวอักษรอย่างเดียวเสี่ยงได้กระดาษคนละคุณสมบัติกับที่เคยใช้

สำหรับวิธีอ่านสเปกเต็มรูปแบบอย่าง KA150/CA105/CA105 และแบบย่อ KA150/M อ่านต่อได้ที่ กระดาษ KA คืออะไร ซึ่งไล่ทีละชั้นให้เห็นว่าตัวไหนคือผิวนอกและตัวไหนคือผิวใน

แกรมกระดาษคืออะไร และเลือกแกรมเท่าไรถึงพอ

แกรม (Grammage) คือน้ำหนักกระดาษต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร หน่วยเป็นกรัม กระดาษ 150 แกรมหมายถึงกระดาษขนาดหนึ่งคูณหนึ่งเมตรชั่งได้ 150 กรัม ตัวเลขที่สูงขึ้นหมายถึงเนื้อกระดาษแน่นขึ้น ซึ่งช่วยเรื่องการต้านการเจาะทะลุและการรับแรงดึงที่ผิวกล่อง

แกรมที่ใช้ในงานกล่องลูกฟูกไม่ได้เลือกได้ทุกตัวเลข โรงกระดาษผลิตออกมาเป็นค่ามาตรฐานไม่กี่ค่า ฝั่งกระดาษผิวที่พบบ่อยคือ 125, 150, 185 และ 230 แกรม ส่วนกระดาษลอนกลางเริ่มที่ 105 และ 125 แกรม ค่าแกรมของแต่ละเกรดที่สั่งได้จริงอยู่ในตารางหัวข้อแรก การขอแกรมที่อยู่นอกค่ามาตรฐานมักทำให้รอบผลิตยาวขึ้น เพราะต้องสั่งกระดาษเป็นล็อตเฉพาะ

จุดที่อ่านผิดกันบ่อยคือคิดว่ากล่องมีแกรมเดียว สเปกกล่องสามชั้นระบุแกรมของทั้งสามชั้นแยกกัน เช่น KA150/CA105/CA105 หมายถึงผิวนอก 150 แกรม ลอนกลาง 105 แกรม และผิวใน 105 แกรม รวมกันได้ราว 360 แกรมต่อตารางเมตร ตัวเลขรวมนี้ยังไม่ใช่น้ำหนักจริงของแผ่น เพราะกระดาษลอนถูกขึ้นรูปเป็นคลื่นจึงกินความยาวมากกว่าแผ่นผิว น้ำหนักจริงจะสูงกว่าผลบวกอยู่เล็กน้อย ตัวเลขรวมใช้ประเมินน้ำหนักกล่องและค่าขนส่งได้ แต่ใช้ประเมินความแข็งแรงไม่ได้ เพราะความแข็งแรงขึ้นกับว่าแกรมนั้นไปอยู่ชั้นไหน

แต่การเพิ่มแกรมอย่างเดียวมักจ่ายเพิ่มแล้วได้ความแข็งแรงเพิ่มไม่มาก ความแข็งแรงจริงของกล่องเกิดจากสามอย่างทำงานร่วมกัน คือเกรดกระดาษ แกรม และชนิดของลอน กล่องที่ใช้ KA125 กับลอน BC มักรับแรงกดแนวตั้งได้ดีกว่ากล่องที่ใช้ KA185 กับลอน B เพราะโครงสร้างห้าชั้นสร้างระยะห่างระหว่างแผ่นผิวได้มากกว่า และต้นทุนก็มักถูกกว่าการดันแกรมขึ้นไปเรื่อย ๆ

คำถามที่ควรถามก่อนเพิ่มแกรมคือกล่องเสียหายแบบไหน ถ้ากล่องยุบตัวตอนวางซ้อน ตัวที่ต้องแก้คือลอนและจำนวนชั้น ถ้าผิวกล่องฉีกหรือถูกเจาะทะลุจากสินค้าที่มีเหลี่ยมมุม การขยับเกรดหรือแกรมของผิวนอกจึงจะตรงปัญหา

เลือกเกรดอย่างไรให้ตรงงาน

ลักษณะงานเกรดที่แนะนำแกรมเริ่มต้นเหตุผล
กล่องส่งออกทางเรือKA185, 230ต้องการความแข็งแรงสูงและทนสภาพระหว่างเดินทางไกล
สินค้าอุตสาหกรรม ของหนักKA150, 185รับแรงกระแทกและการวางซ้อนได้ดี ราคาสมเหตุผล
ห้องเย็น ผักผลไม้สด อาหารแช่แข็งKH150, 175ทนความชื้นได้ดีที่สุดในบรรดาเกรดที่ผลิตได้
ขนส่งและกระจายสินค้าในประเทศKK125, 150คุมต้นทุนได้ดีที่สุดสำหรับงานที่ใช้แล้วจบรอบ
สินค้าอุปโภคบริโภค งานอีคอมเมิร์ซKI125, 150พิมพ์สวย โทนดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
กล่องเน้นภาพลักษณ์แบรนด์WS140, 170ผิวขาวทำให้สีงานพิมพ์ตรงเฉดที่ออกแบบไว้

ตารางนี้ใช้เป็นจุดตั้งต้นได้ แต่สเปกสุดท้ายต้องคิดจากลักษณะสินค้า น้ำหนักจริง วิธีวางเรียงซ้อน ระยะเวลาเก็บในคลัง และวิธีขนส่งประกอบกัน เพราะสินค้าน้ำหนักเท่ากันสองอย่างที่วางซ้อนคนละแบบ ต้องการสเปกไม่เท่ากัน

คู่ที่คนสับสนมากที่สุดคือ KA กับ KI เพราะค่าความต้านแรงดันทะลุอยู่ระดับเดียวกัน จุดตัดสินอยู่ที่การทนชื้นและงานพิมพ์ เทียบทีละมิติได้ที่ KA กับ KI ต่างกันอย่างไร

หน้านี้ครอบคลุมเฉพาะเรื่องเกรดและแกรม ส่วนที่เหลือของสเปกกล่องคือขนาดและจำนวนชั้น ซึ่งเปลี่ยนทั้งราคาต่อใบและความสามารถในการวางซ้อนได้มากกว่าการขยับเกรดหนึ่งขั้น วิธีวัดขนาดภายในให้ตรงกับสินค้าจริงอยู่ที่ คู่มือขนาดกล่องกระดาษลูกฟูก

คำถามที่พบบ่อยเรื่องเกรดกระดาษลูกฟูก

CA กับ M ในสเปกเป็นตัวเดียวกันไหม
ตัวเดียวกัน M ย่อมาจาก Medium ซึ่งหมายถึงกระดาษลอนกลาง และค่ามาตรฐานที่ใช้ทำลอนคือเกรด CA อยู่แล้ว สเปกที่เขียนว่า KA150/M จึงอ่านได้เท่ากับ KA150/CA โดยไม่ได้ระบุแกรมของลอนไว้ ถ้าต้องเทียบราคาระหว่างโรงงานควรขอให้ระบุแกรมของลอนกลับมาด้วย

กระดาษลูกฟูก 2 ชั้นกับ 3 ชั้น ใช้เกรดต่างกันไหม
ใช้เกรดชุดเดียวกันได้ทั้งคู่ ต่างกันที่จำนวนแผ่น บอร์ดสองชั้นมีผิวเดียวประกบกับลอน จึงใช้เป็นแผ่นรองหรือแผ่นห่อมากกว่าจะขึ้นรูปเป็นกล่อง ส่วนบอร์ดสามชั้นมีผิวสองด้านประกบลอนตรงกลาง เกรดที่เลือกจึงมีผลกับความแข็งแรงมากกว่าในกรณีสามชั้น

เกรดกระดาษมีผลกับราคากล่องมากแค่ไหน
มีผลชัดเจนแต่ไม่ใช่ตัวเดียวที่กำหนดราคา การขยับเกรดหนึ่งขั้น เช่นจาก KK เป็น KA ทำให้ค่ากระดาษต่อแผ่นเปลี่ยน ขณะที่จำนวนชั้น ชนิดลอน ขนาดกล่อง และจำนวนสีที่พิมพ์ก็ขยับราคาไปพร้อมกัน รายละเอียดว่าอะไรบวกเข้ามาตรงไหนอ่านได้ที่ ปัจจัยที่กำหนดราคากล่องกระดาษลูกฟูก

เกรดเดียวกันแต่คนละโรงงานผลิต คุณภาพเท่ากันไหม
ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เพราะรหัสเกรดบอกชนิดของเยื่อและคุณสมบัติกว้าง ๆ แต่ค่าจริงอย่างความต้านแรงดันทะลุขึ้นกับโรงกระดาษที่ผลิตม้วนนั้นและล็อตที่ได้มา วิธีตรวจที่ใช้ได้จริงคือขอค่าทดสอบของแผ่นที่จะใช้จริง ไม่ใช่ดูแค่ตัวอักษรบนใบเสนอราคา

WS กับ KI เกรดไหนพิมพ์ลายได้สวยกว่า
WS ให้งานพิมพ์คมชัดกว่าและคุมเฉดสีได้แม่นกว่า เพราะผิวขาวไม่ดึงสีที่พิมพ์ทับให้เพี้ยน ส่วน KI ผิวเป็นโทนน้ำตาลอ่อน สีที่พิมพ์ลงไปจะอมโทนกระดาษเสมอ งานที่ต้องตรงเฉด Pantone จึงต้องใช้ WS ส่วนงานที่ตั้งใจให้ดูเป็นโทนธรรมชาติ KI ให้ผลที่ตรงกับภาพลักษณ์นั้นมากกว่าและราคาถูกกว่า