ตัวอักษรเกรดในไทยไม่มีมาตรฐานกลางบังคับ แต่ละโรงกระดาษจึงตั้งรหัสของตัวเองตามที่เคยใช้กันมา คนที่กำลังเทียบใบเสนอราคาสามเจ้าจึงเจอชื่อคนละชุดทั้งที่เป็นกระดาษคุณสมบัติเดียวกัน ชื่ออื่นที่พบบ่อยของแต่ละเกรดอยู่ในคอลัมน์ที่สองของตารางข้างบน
ที่จริงแล้วรหัสเหล่านี้มีที่มาจากคำสองคำที่เป็นศัพท์มาตรฐานของอุตสาหกรรมกระดาษ คำแรกคือ Kraftliner หมายถึงกระดาษผิวกล่องที่ผลิตจากเยื่อไม้สด เส้นใยยาวและเหนียว ให้ความแข็งแรงสูง คำที่สองคือ Testliner หมายถึงกระดาษผิวกล่องที่ผลิตจากเยื่อรีไซเคิลเป็นหลัก เส้นใยสั้นกว่าเพราะผ่านการใช้งานมาแล้ว ส่วนกระดาษลอนตรงกลางเรียกว่า Corrugating Medium
รหัสเกรดส่วนใหญ่จึงขึ้นต้นด้วยตัว K ตามคำว่า Kraft บางส่วนขึ้นต้นด้วยตัว T ตามคำว่า Test และตัว C มาจาก Corrugating แต่ตัวอักษรตัวที่สองเป็นชื่อรุ่นที่แต่ละโรงกำหนดเอง บางโรงยังใช้ตัว K นำหน้ากับสินค้าที่ตัวเองระบุว่าเป็น Testliner ด้วย รหัสอย่าง KA จึงไปโผล่ได้ทั้งในกลุ่มที่เรียกว่า Kraftliner และกลุ่มที่เรียกว่า Testliner แล้วแต่ว่าใครเป็นคนตั้งชื่อ
อีกอย่างที่ทำให้แบ่งกลุ่มได้ไม่ชัดเจนคือ โรงกระดาษบางรายระบุเองว่ากระดาษผิวของเขามีสามชั้น และใช้ทั้งเยื่อไม้สดกับเยื่อรีไซเคิลผสมกันในแผ่นเดียว ตัวอักษรนำหน้าจึงบอกได้แค่แนวทางกว้าง ๆ ไม่ได้บอกว่าแผ่นนั้นใช้เยื่อแบบไหนผสมกันอยู่เท่าไร
รหัสที่พบในตลาดมีหลายสิบตัว ตารางนี้จัดตามหน้าที่ในแผ่นลูกฟูกแทนการจัดตามผู้ผลิต
| หน้าที่ในแผ่นลูกฟูก | รหัสที่พบในตลาด |
|---|
| กระดาษผิวกล่อง รหัสขึ้นต้นด้วย K | KA, KH, KI, KK, KL, KJ, KP, KS, KW, KC, KX, KII, KAU, KAV, KTF |
| กระดาษผิวกล่อง รหัสขึ้นต้นด้วย T | TS, TT, TA, TD, TI, TR |
| กระดาษทำลอนตรงกลาง | CA, CS |
| ใช้ได้ทั้งผิวกล่องและทำลอน | CJ |
วิธีเทียบที่ปลอดภัยกว่าการดูตัวอักษรคือถามคุณสมบัติกลับไปสามข้อ หนึ่งคือกระดาษตัวนี้ทำจากเยื่อใยยาวหรือเยื่อรีไซเคิล สองคือมีการผสมสารทนชื้นในเนื้อเยื่อหรือไม่ สามคือแกรมกี่กรัม สามคำตอบนี้ระบุตัวกระดาษได้ตรงกว่ารหัสตัวอักษร และทำให้เห็นทันทีว่าใบเสนอราคาที่ถูกกว่านั้นถูกเพราะลดเกรดหรือลดแกรม
ถ้าเกรดที่ใช้อยู่เดิมเรียกชื่อไม่ตรงกับรหัสไหนในตารางเลย วิธีที่เร็วที่สุดคือส่งสเปกเดิมหรือกล่องตัวอย่างให้ทีม Technical Service ดู แล้วให้เทียบกลับมาว่าตรงกับเกรดใด การเดาจากตัวอักษรอย่างเดียวเสี่ยงได้กระดาษคนละคุณสมบัติกับที่เคยใช้
สำหรับวิธีอ่านสเปกเต็มรูปแบบอย่าง KA150/CA105/CA105 และแบบย่อ KA150/M อ่านต่อได้ที่ กระดาษ KA คืออะไร ซึ่งไล่ทีละชั้นให้เห็นว่าตัวไหนคือผิวนอกและตัวไหนคือผิวใน