ราคากล่องลูกฟูกขึ้นอยู่กับอะไร? เข้าใจโครงสร้างต้นทุนก่อนเทียบใบเสนอราคา

ราคากล่องลูกฟูกขึ้นอยู่กับอะไร? เข้าใจโครงสร้างต้นทุนก่อนเทียบใบเสนอราคา

ขอใบเสนอราคากล่องใบเดียวกันจากสองโรงงาน ตัวเลขที่ได้กลับมาบางครั้งห่างกันจนไม่แน่ใจว่าเจ้าไหนคิดผิด ภาพแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด และเกือบทั้งหมดอธิบายได้ด้วยปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุนกล่องลูกฟูกเพียงสามด้าน คือค่ากระดาษซึ่งคิดตามพื้นที่แผ่นคลี่ ค่าเครื่องมืออย่างบล็อกพิมพ์และเพลทไดคัทซึ่งจ่ายครั้งแรกครั้งเดียว และจำนวนผลิตซึ่งเป็นตัวหารของต้นทุนคงที่ทั้งหมด เมื่อเข้าใจสามด้านนี้แล้ว ใบเสนอราคาที่เคยดูเป็นตัวเลขก้อนเดียวจะแตกออกเป็นรายการที่อ่านได้ทีละบรรทัด และคำถามว่าเจ้าไหนแพงเจ้าไหนถูกจะเปลี่ยนเป็นคำถามที่ถูกต้องกว่า คือแต่ละเจ้าตีราคาบนสเปกเดียวกันจริงหรือเปล่า

ราคากล่องลูกฟูกขึ้นอยู่กับอะไร: 3 ปัจจัยต้นทุนที่ประกอบเป็นราคาต่อใบ

ปัจจัยต้นทุนคิดจากอะไรจ่ายแบบไหน
ค่ากระดาษพื้นที่แผ่นคลี่ x ราคากระดาษตามเกรด แกรม และลอนทุกใบ ตามจำนวนที่ผลิตจริง
ค่าเครื่องมือบล็อกพิมพ์ตามจำนวนสี และเพลทไดคัทตามรูปแบบกล่องครั้งแรกครั้งเดียว เก็บใช้ซ้ำได้
ค่าดำเนินการผลิตตั้งเครื่อง แรงงาน และรอบการผลิตเฉลี่ยลงในทุกใบ ยิ่งสั่งมากยิ่งเจือจาง

สามปัจจัยนี้รวมกันเป็นราคาต่อใบที่เห็นในใบเสนอราคา ความน่าสนใจอยู่ที่พฤติกรรมของแต่ละปัจจัยต่างกัน ค่ากระดาษโตตามจำนวนแบบตรงไปตรงมา ขณะที่ค่าเครื่องมือและค่าดำเนินการผลิตเป็นเงินก้อนเดียวที่ถูกหารด้วยจำนวนสั่ง พฤติกรรมสองแบบนี้คือคำตอบของแทบทุกคำถามเรื่องราคากล่อง ตั้งแต่ทำไมออร์เดอร์แรกแพงกว่าออร์เดอร์ซ้ำ ไปจนถึงทำไมสั่งเพิ่มอีกเท่าตัวแล้วราคาต่อใบถึงลดลงได้มาก

ปัจจัยแรก ค่ากระดาษ: โรงงานคิดจากพื้นที่แผ่นคลี่

ค่ากระดาษเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของราคากล่องแทบทุกใบ และจุดที่หลายคนคาดไม่ถึงคือโรงงานคำนวณจากพื้นที่ของกระดาษทั้งแผ่นตอนยังกางแบนอยู่ก่อนพับขึ้นรูป ซึ่งรวมฝากล่อง ระยะเผื่อพับ และลิ้นทากาวทั้งหมด ขนาดกล่องสำเร็จรูปที่วัดกันเป็นกว้างยาวสูงจึงเป็นเพียงจุดตั้งต้นของการถอดแบบเท่านั้น กล่องสองใบที่ดูขนาดใกล้กันอาจใช้พื้นที่กระดาษต่างกันพอสมควรตามรูปแบบกล่อง จุดเริ่มของการคุมต้นทุนจึงอยู่ที่การกำหนดขนาดวัดในให้พอดีสินค้าจริงตามกติกาในบทความวิธีวัดขนาดกล่องกระดาษลูกฟูก เพราะทุกเซนติเมตรที่เผื่อเกินคือพื้นที่กระดาษที่จ่ายเพิ่มทุกใบ

ราคาต่อตารางเมตรของกระดาษขึ้นกับสเปกสามตัว คือเกรดกระดาษผิว แกรมของแต่ละชั้น และชนิดลอน สเปกเหล่านี้เขียนอยู่ในใบเสนอราคาเป็นรหัสอย่าง KA150/CA105/CA105 ซึ่งอ่านได้ตามวิธีในบทความเกรดกระดาษและแกรม ผู้ที่อ่านรหัสนี้ออกจะเห็นทันทีว่าใบเสนอราคาสองเจ้าใช้กระดาษคนละสเปกหรือเปล่า ซึ่งเป็นต้นเหตุอันดับหนึ่งของราคาที่ต่างกัน

ปัจจัยที่สอง ค่าเครื่องมือ: จ่ายครั้งแรก ใช้ซ้ำได้ทุกออร์เดอร์

งานพิมพ์ต้องทำบล็อกพิมพ์ตามจำนวนสี พิมพ์หนึ่งสีใช้หนึ่งบล็อก งานระบบ Flexo ที่ใช้กับกล่องลูกฟูกพิมพ์ได้สูงสุด 4 สี จำนวนสีจึงเป็นตัวคูณค่าเครื่องมือโดยตรง ส่วนกล่องไดคัทที่ต้องปั๊มขึ้นรูปมีค่าเพลทไดคัทเพิ่มอีกหนึ่งรายการ ค่าเครื่องมือทั้งสองแบบเป็นต้นทุนคงที่ที่จ่ายในออร์เดอร์แรกครั้งเดียว โรงงานเก็บไว้ใช้ซ้ำให้ในการสั่งครั้งถัดไป ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่งานสั่งซ้ำทั้งถูกกว่าและเร็วกว่าตามที่อธิบายไว้ในบทความระยะเวลาสั่งผลิตกล่อง

ใบเสนอราคาที่ดีจะแยกค่าเครื่องมือออกจากราคาต่อใบให้เห็นชัด ถ้าเห็นราคาต่อใบของเจ้าหนึ่งสูงผิดปกติ ให้ตรวจก่อนว่าเขารวมค่าเครื่องมือเข้าไปในราคาต่อใบหรือแยกบรรทัด เทียบกันคนละวิธีคิดจะได้ข้อสรุปที่ผิดทันที ส่วนงานที่พิมพ์ด้วยระบบ Digital ไม่ต้องทำบล็อกพิมพ์ จึงเหมาะกับงานจำนวนน้อยหรืองานทดลองตลาดที่ยังไม่อยากลงทุนค่าเครื่องมือ

ปัจจัยที่สาม จำนวนผลิต: ตัวหารของต้นทุนคงที่ทั้งหมด

ค่าเครื่องมือ ค่าตั้งเครื่อง และค่าเตรียมงาน เป็นเงินเท่าเดิมไม่ว่าจะผลิตกี่ใบ จำนวนสั่งจึงทำหน้าที่เป็นตัวหาร สั่งน้อยตัวหารเล็ก ต้นทุนคงที่ต่อใบสูง สั่งมากตัวหารใหญ่ ราคาต่อใบจึงลดลงแรงในช่วงแรกแล้วค่อยนิ่งเมื่อต้นทุนคงที่ถูกเจือจางจนเหลือน้อย ราคาต่อใบไม่ได้ลดลงเป็นเส้นตรงตามจำนวน และมีจุดหนึ่งที่การสั่งเพิ่มเพื่อหวังราคาถูกลงเริ่มไม่คุ้มพื้นที่เก็บ

จำนวนขั้นต่ำของแต่ละประเภทงานสะท้อนโครงสร้างนี้ ตัวเลขมาตรฐานของ Auto Boxes เป็นดังนี้

ประเภทงานจำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำ
กล่องฝาชนไม่พิมพ์300 ใบ
กล่องฝาชนพิมพ์แบรนด์500 ใบ
กล่องไดคัท500 ใบ
งานพิมพ์ Offset2,000 ใบ
งานพิมพ์ Digitalเริ่มได้ตั้งแต่ 1 ใบ

ขั้นต่ำที่ต่างกันมาจากต้นทุนตั้งต้นของงานแต่ละแบบ งานที่เครื่องมือและการตั้งเครื่องซับซ้อนกว่าย่อมต้องการจำนวนมากพอให้ราคาต่อใบสมเหตุสมผล

ทำไมใบเสนอราคาแต่ละโรงงานไม่เท่ากัน และวิธีเทียบให้ยุติธรรม

เมื่อรู้ครบสามปัจจัยแล้ว จะเห็นว่าการเทียบใบเสนอราคาได้ข้อสรุปจริงก็ต่อเมื่อทุกเจ้าตีราคาบนโจทย์เดียวกัน สิ่งที่ต้องล็อกให้ตรงกันก่อนเทียบคือ เกรดและแกรมของกระดาษทุกชั้น ชนิดลอน ขนาดวัดใน จำนวนสั่ง จำนวนสีพิมพ์ และเงื่อนไขการส่งมอบ ใบเสนอราคาที่ถูกกว่าโดยใช้แกรมต่ำกว่าหรือลดชั้นกระดาษลง เป็นการเทียบกล่องคนละใบ ราคาที่ประหยัดได้ตรงนั้นมักไปโผล่เป็นค่าเสียหายของสินค้าแทน

อีกเรื่องที่ควรรู้คือกระดาษเป็นวัตถุดิบที่ราคาขยับตามตลาด ใบเสนอราคาจึงมีอายุกำกับไว้เสมอ ราคาที่เคยได้เมื่อหลายเดือนก่อนอาจใช้ยืนยันการสั่งวันนี้ไม่ได้ การขอราคาใหม่ก่อนสั่งซ้ำหลังเว้นช่วงนานจึงเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมนี้

ลดต้นทุนต่อใบได้ตรงไหน โดยของไม่เสียหาย

ทางที่ได้ผลเรียงจากง่ายไปยาก เริ่มจากปรับขนาดกล่องให้พอดีสินค้าเพื่อลดพื้นที่แผ่นคลี่ ซึ่งลดค่ากระดาษของทุกใบโดยไม่กระทบความแข็งแรง ถัดมาคือเลือกกล่องฝาชนเมื่องานไม่จำเป็นต้องใช้ไดคัท เพราะตัดค่าเพลทไดคัทออกได้ทั้งรายการ ทบทวนจำนวนสีพิมพ์ให้เหลือเท่าที่แบรนด์ต้องการจริง และรวมรอบสั่งให้จำนวนต่อออร์เดอร์มากขึ้นแทนการสั่งถี่ครั้งละน้อย

ทางที่ทำแล้วมักไม่ช่วยคือการลดเกรดหรือแกรมกระดาษให้ต่ำกว่าที่งานต้องการ ความแข็งแรงของกล่องต้องดูจากลักษณะสินค้า วิธีวางเรียงซ้อน จำนวนชั้น ระยะเวลาเก็บ และสภาพแวดล้อมประกอบกัน การตัดสเปกโดยไม่ดูปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนรวมแพงขึ้นจากของที่เสียหาย ซึ่งแพงกว่าส่วนต่างค่ากล่องหลายเท่า

ใบเสนอราคาที่อ่านออกทุกบรรทัดเปลี่ยนบทบาทของผู้ซื้อไปทั้งชุด จากคนที่รอฟังตัวเลขเป็นคนที่ตรวจสอบได้ว่าตัวเลขนั้นมาจากสเปกอะไร และเหลือคำถามเดียวที่ต้องถามทุกโรงงานเหมือนกัน คือขอให้แยกค่าเครื่องมือออกจากราคาต่อใบ พร้อมระบุสเปกกระดาษครบทุกชั้น ที่ Auto Boxes ค่าบล็อกพิมพ์และเพลทไดคัทแจ้งพร้อมใบเสนอราคาเสมอ รูปแบบกล่องที่สั่งผลิตได้ทั้งหมดดูได้ที่หน้ากล่องลูกฟูกสั่งผลิต เมื่อโครงสร้างต้นทุนชัด การคุยเรื่องราคาก็เปลี่ยนจากการต่อรองตัวเลขเป็นการเลือกสเปกร่วมกัน

คำถามที่พบบ่อยเรื่องราคาและต้นทุนกล่อง

ค่าบล็อกพิมพ์กับเพลทไดคัทต้องจ่ายทุกครั้งที่สั่งไหม
จ่ายเฉพาะออร์เดอร์แรกของแบบนั้น โรงงานเก็บเครื่องมือไว้ใช้ซ้ำให้ในการสั่งครั้งถัดไปตราบที่สเปกและแบบพิมพ์ไม่เปลี่ยน การแก้ลาย เปลี่ยนขนาด หรือเพิ่มสี ทำให้ต้องทำเครื่องมือใหม่บางส่วนหรือทั้งหมด ค่าใช้จ่ายส่วนนี้โรงงานแจ้งพร้อมใบเสนอราคา

สั่งจำนวนเท่าไหร่ราคาต่อใบถึงเริ่มคุ้ม
หลักคิดคือราคาต่อใบลดแรงในช่วงที่ต้นทุนคงที่ยังถูกหารด้วยจำนวนน้อย และเริ่มนิ่งเมื่อจำนวนมากพอ จุดที่เหมาะของแต่ละงานจึงต่างกันตามค่าเครื่องมือและสเปก วิธีหาคำตอบเร็วที่สุดคือขอใบเสนอราคาแบบแยกช่วงจำนวน เช่น เทียบราคาที่จำนวนขั้นต่ำ สองเท่า และห้าเท่า แล้วดูว่าราคาต่อใบหยุดลดตรงช่วงไหน

ทำไมใบเสนอราคากล่องมีวันหมดอายุ
เพราะกระดาษเป็นวัตถุดิบที่ราคาเคลื่อนไหวตามตลาด ทั้งเยื่อกระดาษ ค่าขนส่ง และรอบราคาจากผู้ผลิตกระดาษ โรงงานจึงยืนราคาได้ในช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น การสั่งหลังใบเสนอราคาหมดอายุควรขอยืนยันราคาใหม่ก่อนทุกครั้ง เพื่อไม่ให้แผนงบประมาณคลาดจากราคาจริง