กระดาษ KA กับ KI ต่างกันอย่างไร เลือกเกรดไหนให้ตรงงาน

กระดาษ KA กับ KI ต่างกันอย่างไร เลือกเกรดไหนให้ตรงงาน

ในใบเสนอราคา สเปก KA150 กับ KI150 ต่างกันเพียงตัวอักษรเดียว และค่าความต้านแรงดันทะลุของกระดาษ KA กับ KI ก็อยู่ระดับเดียวกันจริง แต่กล่องสองใบนี้ให้ผลไม่เหมือนกันเมื่อต้องผ่านฤดูฝนหรือเดินทางทางเรือ เพราะจุดที่ต่างกันจริงคือการทนความชื้นซึ่ง KA เหนือกว่า ส่วนสิ่งที่ KI ได้เปรียบคือโทนสีน้ำตาลอ่อนที่แบรนด์กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและงานอีคอมเมิร์ซเลือกใช้เพราะดูเป็นธรรมชาติ

เลือก KA เมื่อไหร่ เลือก KI เมื่อไหร่

เกณฑ์ที่ตัดสินได้เร็วที่สุดคือถามว่ากล่องต้องไปเจออะไรระหว่างทาง ถ้าคำตอบมีคำว่าความชื้น คลังที่ไม่ได้ควบคุมอุณหภูมิ การขนส่งทางเรือ หรือการเก็บข้ามฤดูฝน ให้ยึด KA ไว้ก่อน

ถ้ากล่องอยู่ในระบบที่ควบคุมสภาพได้ตลอดทาง และหน้ากล่องมีหน้าที่สื่อสารกับผู้บริโภคโดยตรง KI ทำงานได้ดีในกลุ่มนี้ เพราะโทนสีอ่อนกว่าทำให้สีที่พิมพ์ทับดูนุ่มตาและเข้ากับภาพลักษณ์สินค้ากลุ่มธรรมชาติ

เวลาเขียนลงสเปกจริง สองเกรดนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันในบรรทัด คือหัวแถวซึ่งหมายถึงผิวนอก เขียนว่า KA150/CA105/CA105 กับ KI150/CA105/CA105 โครงสร้างที่เหลือเหมือนกันทุกอย่าง ต่างกันแค่ตัวแรก การเปลี่ยนใจระหว่างสองเกรดจึงไม่กระทบมิติกล่องหรือแบบไดคัทที่ทำไว้แล้ว

กรณีที่ยังตัดสินไม่ได้ ให้ดูว่ากล่องถูกเปิดดูโดยใครก่อน ถ้าคนแรกที่เห็นกล่องคือพนักงานคลัง ความแข็งแรงและการทนชื้นสำคัญกว่าโทนสี ถ้าคนแรกคือผู้ซื้อปลายทาง หน้ากล่องเริ่มมีน้ำหนักในการตัดสินใจ

ตารางเทียบ KA กับ KI

หัวข้อKAKI
เฉดสีเหลืองทองเด่นชัดน้ำตาลอ่อน
แกรมที่มีให้เลือก125, 150, 185, 230125, 150, 185
ความต้านแรงดันทะลุอยู่ระดับเดียวกัน รองจาก KH
การทนความชื้นอันดับสองของเกรดที่ผลิตได้อันดับสี่ ต่ำกว่า KA และ WS
ความคมชัดของงานพิมพ์สูงกว่า KI หนึ่งอันดับรองจาก KA
งานที่เหมาะสินค้าหนัก งานอุตสาหกรรม งานส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค แบรนด์กลุ่มธรรมชาติ อีคอมเมิร์ซ

ลำดับเต็มของทั้งห้าเกรดผิวกล่องพร้อมค่าแกรมของแต่ละเกรด อ่านได้ที่บทความเกรดกระดาษลูกฟูกและแกรมกระดาษ

ความแข็งแรงเท่ากัน แล้วอะไรทำให้กล่องสองใบต่างกัน

ค่าความต้านแรงดันทะลุของ KA กับ KI อยู่ระดับเดียวกัน หมายความว่าถ้าเอาแผ่นกระดาษสองแผ่นมาวัดแรงที่ทำให้ทะลุ ตัวเลขจะใกล้กันมาก ฝ่ายจัดซื้อที่ดูเฉพาะตัวเลขนี้จึงมักสรุปว่าสองเกรดใช้แทนกันได้

แต่ความแข็งแรงของกล่องที่ใช้งานจริงไม่ได้มาจากผิวกล่องอย่างเดียว มันมาจากแกรมกระดาษ ประเภทลอน และจำนวนชั้นรวมกัน ผิวกล่องเป็นตัวรับแรงกระแทกและแรงเจาะจากภายนอก ส่วนการรับแรงกดตอนวางซ้อนมาจากลอนและจำนวนชั้นเป็นหลัก

ผลก็คือถ้าเปลี่ยนจาก KA เป็น KI โดยไม่แตะลอนและจำนวนชั้น กล่องจะไม่ได้อ่อนลงในแง่แรงเจาะทะลุ สิ่งที่เปลี่ยนคือพฤติกรรมของกล่องเมื่อเจอความชื้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความแข็งแรงตอนแห้ง

ความชื้นคือจุดที่ต่างกันจริง

ในลำดับการทนความชื้นของเกรดที่ผลิตได้ KA อยู่อันดับสอง รองจาก KH ส่วน KI อยู่อันดับสี่ โดยมี WS คั่นกลาง ระยะห่างสองอันดับนี้คือความต่างที่เห็นผลชัดที่สุดในงานจริง

กระดาษที่ดูดความชื้นจะเสียความแข็งแรงลง กล่องที่ผ่านมาตรฐานตอนออกจากโรงงานจึงยุบตัวได้ถ้าเก็บในคลังที่ชื้นนานพอ อาการนี้มักโผล่ในกองล่างสุดก่อน เพราะรับน้ำหนักสะสมมากที่สุดและอยู่ใกล้พื้นซึ่งชื้นกว่า

ก่อนจะสรุปว่าต้องเปลี่ยนเกรด ให้ดูวิธีเก็บก่อน กองบนแผ่นรองพื้นแทนการวางติดพื้นปูน เว้นระยะจากผนังให้ลมผ่าน และไม่กองสูงเกินที่ออกแบบไว้ สามข้อนี้แก้ปัญหาความชื้นได้มากกว่าการขยับเกรดขึ้นหนึ่งขั้นในหลายกรณี และไม่มีต้นทุนกระดาษเพิ่ม

งานที่ต้องเดินทางไกลหรือเก็บนานจึงควรอยู่ที่ KA เว้นแต่ความชื้นเป็นตัวแปรหลักจริง ๆ อย่างงานห้องเย็นและอาหารแช่แข็ง กรณีนั้นต้องขยับไป KH ซึ่งผสมสารทนชื้นมาตั้งแต่เนื้อเยื่อกระดาษ

งานพิมพ์ จุดที่เข้าใจสลับกันบ่อยที่สุด

หลายคนเข้าใจว่า KI พิมพ์ได้สวยกว่า KA เพราะสีอ่อนกว่า ในลำดับความคมชัดของงานพิมพ์ KA อยู่เหนือ KI หนึ่งอันดับ สิ่งที่ KI ได้เปรียบไม่ใช่ความคม แต่เป็นโทนสีพื้นที่อ่อนกว่า ทำให้สีที่พิมพ์ทับดูนุ่มและกลืนไปกับภาพลักษณ์สินค้ากลุ่มธรรมชาติได้ง่ายกว่า

ถ้าเป้าหมายคือความคมชัดและสีตรงเฉดจริง ๆ ทั้งสองเกรดไม่ใช่คำตอบ งานกลุ่มนั้นต้องใช้ WS ซึ่งเป็นกระดาษผิวขาวและให้สีตรง Pantone ได้มากที่สุดในบรรดาเกรดที่ผลิตได้

อีกจุดที่เข้าใจผิดกันบ่อยคือคิดว่าสีน้ำตาลอ่อนของ KI แปลว่าทำจากเยื่อรีไซเคิลมากกว่า สีของกระดาษผิวกล่องมาจากกระบวนการผลิตและชนิดเยื่อที่ใช้ ไม่ได้บอกสัดส่วนเยื่อรีไซเคิลโดยตรง ถ้าต้องการข้อมูลที่ใช้อ้างอิงได้ในรายงาน ต้องดูจากเอกสารรับรองที่แนบมากับล็อต ไม่ใช่จากสีของกระดาษ

สลับ KA เป็น KI เพื่อลดต้นทุนได้ไหม

อย่าตั้งต้นจากสมมติฐานนี้ KA กับ KI ไม่ได้อยู่คนละระดับราคาแบบที่ KK อยู่ ราคาจริงของแต่ละงานขึ้นกับแกรมที่เลือก ลอน จำนวนชั้น และปริมาณสั่ง ซึ่งต้องดูจากใบเสนอราคาของงานนั้น ไม่ใช่จากชื่อเกรด

เกรดที่ตั้งมาเพื่อประหยัดต้นทุนคือ KK ซึ่งทำจากเยื่อรีไซเคิลและอยู่ท้ายลำดับทั้งความแข็งแรงและการทนชื้น การลดเกรดไปที่ KK ในงานที่ต้องวางซ้อนนานหรือต้องเดินทางไกล มักทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้นจากของที่เสียหาย ไม่ใช่ลดลง

เมื่อถึงขั้นระบุสเปกลงใบสั่ง ให้เขียนเกรดผิวนอกและผิวในพร้อมแกรมของแต่ละชั้นไปตรง ๆ เพราะคำว่ากล่องแข็งแรงอย่างเดียวตีความได้หลายทาง และเงื่อนไขการเก็บกับระยะทางขนส่งคือสองข้อมูลที่ทำให้ตัดสินระหว่างสองเกรดนี้ได้เร็วที่สุด รายละเอียดของเกรด KA ทั้งเรื่องแกรมและวิธีอ่านสเปก อ่านได้ที่บทความกระดาษ KA คืออะไร ส่วนสเปกแผ่นที่ผลิตได้ทั้งหมดดูได้ที่หน้าแผ่นกระดาษลูกฟูก

คำถามที่พบบ่อยเรื่องกระดาษ KA กับ KI

KA กับ KI แข็งแรงเท่ากันจริงไหม
จริงในแง่ค่าความต้านแรงดันทะลุ สองเกรดนี้อยู่ระดับเดียวกัน รองจาก KH ที่สูงที่สุด ความต่างของทั้งคู่อยู่ที่การทนความชื้นและโทนสี ไม่ใช่ความแข็งแรงตอนแห้ง

ถ้าเปลี่ยนจาก KA เป็น KI ต้องเปลี่ยนลอนด้วยไหม
ไม่จำเป็น เพราะการรับแรงกดตอนวางซ้อนมาจากลอนและจำนวนชั้นเป็นหลัก ไม่ได้มาจากเกรดผิว แต่ควรทบทวนเงื่อนไขการเก็บอีกครั้ง เพราะ KI ทนความชื้นได้น้อยกว่า KA

งานอีคอมเมิร์ซควรใช้เกรดไหน
ขึ้นกับว่ากล่องต้องอยู่ในคลังนานแค่ไหน งานที่หมุนเร็วและเก็บในที่ควบคุมได้ KI ตอบโจทย์เรื่องภาพลักษณ์ ส่วนงานที่ต้องสต็อกยาวหรือส่งไปพื้นที่ที่ควบคุมความชื้นไม่ได้ KA ปลอดภัยกว่า

KI มีแกรม 230 ไหม
ไม่มี KI มีให้เลือกที่ 125, 150 และ 185 แกรม ส่วน KA มีถึง 230 แกรม งานที่ต้องการผิวกล่องหนาที่สุดในกลุ่มนี้จึงต้องอยู่ที่ KA

สั่งงานเดียวกันแต่ใช้ KA ผิวนอกและ KI ผิวในได้ไหม
ได้ สเปกแผ่นลูกฟูกระบุเกรดของผิวนอกและผิวในแยกกันอยู่แล้ว การเลือกให้ต่างกันจึงทำได้ตามลักษณะงาน เช่นให้ผิวนอกรับสภาพแวดล้อมและผิวในรับการเสียดสีจากตัวสินค้า