กระดาษ KA คืออะไร: เลือกแกรม อ่านสเปก และใช้กับงานแบบไหน
กระดาษ KA คือกระดาษผิวกล่องหรือ liner ที่ผลิตจากเยื่อใยยาว สังเกตได้จากสีเหลืองทองเด่นชัด และเป็นเกรดที่ตลาดไทยเลือกใช้มากที่สุด เหตุผลอยู่ที่ค่าความต้านแรงดันทะลุ (Burst Strength) ซึ่งสูงเป็นรองเพียง KH เกรดเดียว ขณะที่หาได้ง่ายกว่าและราคาต่ำกว่า กระดาษ KA มีให้เลือกสี่แกรมคือ 125, 150, 185 และ 230 กรัมต่อตารางเมตร ใช้ได้ทั้งผิวนอกและผิวในของแผ่นลูกฟูก ส่วนการทนความชื้นอยู่ระดับกลาง
กระดาษ KA คืออะไร และอยู่ตรงไหนของแผ่นลูกฟูก
แผ่นลูกฟูกหนึ่งแผ่นไม่ได้ทำจากกระดาษชนิดเดียว แต่ประกบกันสองบทบาท คือกระดาษผิวที่เป็นแผ่นเรียบด้านนอกและด้านใน กับกระดาษลอนที่ลูกคลื่นอยู่ตรงกลาง กระดาษ KA ทำหน้าที่แรก ส่วนกระดาษลอนตรงกลางใช้เกรด CA ซึ่งทำจากเยื่อรีไซเคิลและไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นผิวกล่อง
ความแตกต่างอยู่ที่เส้นใย เยื่อใยยาวของ KA เกาะกันแน่นกว่า จึงรับแรงดึงและแรงกระแทกจากภายนอกได้ดีกว่ากระดาษที่ทำจากเยื่อสั้นหรือเยื่อรีไซเคิล เวลาสินค้าในกล่องดันออกหรือมีของมากระแทกด้านข้าง ผิวกล่องคือชั้นที่รับแรงนั้นก่อน ค่าความต้านแรงดันทะลุจึงเป็นตัวชี้วัดที่ฝ่ายจัดซื้อควรดูก่อนดูความหนา
สีเหลืองทองของ KA ทำหน้าที่เป็นรหัสไปในตัว คนคุมไลน์และคนตรวจรับของแยกออกทันทีว่าล็อตนี้ใช้เกรดอะไร โดยไม่ต้องเปิดเอกสารสั่งผลิตมาเทียบ
อ่านสเปกที่มีคำว่า KA ให้ออก
เวลาโรงงานส่งสเปกกลับมา จะเขียนเรียงตามลำดับชั้นจากผิวนอกเข้าไปหาผิวใน คั่นด้วยเครื่องหมายทับ รูปแบบคือ เกรดผิวนอก(แกรม) / ลอนกลาง / เกรดผิวใน(แกรม)
บอร์ดสามชั้นที่ใช้กันทั่วไปจะเขียนว่า KA150/CA105/CA105 แปลว่าผิวนอกเป็น KA แกรม 150 ลอนกลางและผิวในเป็น CA แกรม 105 บางครั้งจะเห็นเขียนย่อว่า KA150/M ซึ่งตัว M มาจากคำว่า Medium หมายถึงกระดาษลอนกลางที่ใช้เกรด CA เป็นค่ามาตรฐานอยู่แล้ว
บอร์ดห้าชั้นเขียนหลักเดียวกันแต่มีชั้นมากกว่า เช่น KH150/CA125/CA125/CA125/KH150 สำหรับงานห้องเย็น จุดที่ต้องอ่านให้ขาดคือเกรดหัวกับเกรดท้าย เพราะนั่นคือสองชั้นที่รับแรงจากภายนอกจริง ชั้นตรงกลางเป็นโครงสร้างและตัวคุมต้นทุน
ประโยชน์ของการอ่านสเปกเป็นคือเวลาเทียบใบเสนอราคาจากหลายเจ้า จะเห็นทันทีว่าที่ราคาต่างกันเพราะเปลี่ยนเกรดผิว เปลี่ยนแกรม หรือเปลี่ยนจำนวนชั้น ไม่ใช่เพราะเจ้าไหนแพงกว่าเฉย ๆ
KA มีกี่แกรม และเลือกแกรมอย่างไร
KA มีสี่แกรมคือ 125, 150, 185 และ 230 กรัมต่อตารางเมตร แกรมสูงขึ้นหมายถึงกระดาษเหนียวขึ้นและหนาแน่นขึ้น พร้อมกับน้ำหนักและราคาที่ขึ้นตาม
สิ่งที่ต้องระวังคือการจับคู่แกรมกับน้ำหนักสินค้าแบบตายตัว ตารางประเภทสินค้าสิบกิโลกรัมใช้แกรมเท่านี้เป็นวิธีที่ใช้ไม่ได้จริง เพราะความแข็งแรงของกล่องที่วัดด้วยค่า BCT เกิดจากสามอย่างรวมกัน คือแกรมกระดาษ ประเภทลอน และจำนวนชั้น เปลี่ยนตัวใดตัวหนึ่งแล้วผลลัพธ์เปลี่ยนหมด กล่องที่ใช้ KA แกรม 125 กับลอน C อาจรับแรงกดแนวตั้งได้ดีกว่ากล่อง KA แกรม 185 กับลอน B ก็ได้
เวลาลูกค้าบอกว่าอยากได้กล่อง หนาขึ้น คำถามที่ต้องถามกลับคือหนาขึ้นเพื่ออะไร ถ้าต้องการเรียงซ้อนในคลังได้สูงขึ้น การเปลี่ยนจากลอน B เป็นลอน Cมักคุ้มกว่าการเพิ่มแกรม แต่ถ้าต้องการสัมผัสและภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น การเพิ่มแกรมหรือเปลี่ยนไปใช้เกรด WS จะตรงเป้ากว่า
งานแบบไหนที่ KA เป็นคำตอบ
KA เหมาะกับงานที่ต้องรับน้ำหนักและต้องเดินทาง กล่องสินค้าอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนเครื่องจักร และกล่องพัสดุส่วนใหญ่ใช้เกรดนี้ เพราะรับแรงกระแทกระหว่างขนถ่ายได้ดีและหาได้ง่ายในทุกแกรม งานส่งออกทั่วไปนิยมใช้ KA แบบห้าชั้น ซึ่งได้ทั้งความต้านแรงทิ่มทะลุและความสามารถในการเรียงซ้อนในตู้
เหตุผลที่ KA ถูกเลือกมากกว่า KH ทั้งที่ KH แข็งแรงกว่าและทนชื้นดีกว่า เป็นเรื่องของความพร้อมและต้นทุน KA หาซื้อง่ายกว่า ต้นทุนต่ำกว่า และมีรอบผลิตสั้นกว่า งานที่ความชื้นไม่ใช่ตัวแปรหลักจึงไม่มีเหตุผลต้องจ่ายส่วนต่างนั้น
เมื่อไหร่ที่ไม่ควรใช้ KA
KA ไม่ใช่คำตอบทุกงาน สามกรณีข้างล่างนี้ควรเปลี่ยนเกรดตั้งแต่ตอนขอราคา ไม่ใช่ตอนของเสียหายแล้ว
| เงื่อนไขของงาน | เกรดที่ควรใช้แทน | เหตุผล |
|---|---|---|
| ห้องเย็น อาหารแช่แข็ง ผักผลไม้สด | KH | ผสมสารทนชื้นมาตั้งแต่เนื้อเยื่อกระดาษ ทนไอเย็นได้ดีที่สุดในบรรดาเกรดที่ผลิตได้ |
| งานที่ขายด้วยหน้ากล่อง เครื่องสำอาง ของขวัญ | WS | ผิวขาวพิมพ์สีได้ตรงเฉด Pantone มากที่สุด KA สีเหลืองทองจะดึงเฉดสีที่พิมพ์ทับเพี้ยนไป |
| กระจายสินค้าในประเทศ ใช้จบรอบ งบจำกัด | KK | ราคาประหยัดกว่า และงานที่ใช้ครั้งเดียวไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าความแข็งแรงส่วนเกิน |
รายละเอียดของทั้งห้าเกรดผิวกล่องพร้อมค่าแกรมของแต่ละเกรด อ่านได้ที่บทความเกรดกระดาษลูกฟูกและแกรมกระดาษ
ความเข้าใจผิดเรื่อง KA ที่เจอบ่อย
ข้อแรกคือคิดว่า KA กันน้ำได้ KA ทนความชื้นได้ระดับกลาง ดีกว่า KI และ KK แต่ยังเป็นกระดาษ ไม่ใช่วัสดุกันน้ำ งานที่ต้องเจอความชื้นสะสมจริงจังต้องใช้ KH หรือเพิ่มการเคลือบกันน้ำ ซึ่งมีทั้งค่าสารเคลือบและค่าบล็อกที่ผูกกับขนาดกล่องแต่ละขนาด
ข้อที่สองคือคิดว่า KA ต้องอยู่ผิวนอกเสมอ จริง ๆ ใช้เป็นผิวในก็ได้ และบางงานที่สินค้าเสียดสีกับผนังกล่องด้านในมาก การใส่ KA ไว้ผิวในกลับสำคัญกว่าผิวนอก
ข้อที่สามคือคิดว่าเปลี่ยนจาก KK มาเป็น KA แล้วกล่องจะแข็งแรงขึ้นทันที การเปลี่ยนเกรดผิวช่วยเรื่องแรงดันทะลุและแรงกระแทก แต่ถ้าปัญหาคือกล่องยุบตัวตอนวางซ้อน ตัวแปรที่ต้องแก้คือลอนและจำนวนชั้น ไม่ใช่เกรดผิว
เลือกเกรดได้แล้วยังเหลืออีกสองอย่างที่ต้องตัดสิน คือลอนและจำนวนชั้น ซึ่งเปลี่ยนความแข็งแรงของกล่องได้มากกว่าการขยับแกรมขึ้นลงหนึ่งขั้น สเปกกระดาษผิวและแกรมที่ผลิตได้ทั้งหมดดูได้ที่หน้าแผ่นกระดาษลูกฟูก ส่วนงานที่ต้องขึ้นรูปเป็นกล่องดูได้ที่หน้ากล่องลูกฟูกสั่งผลิต
คำถามที่พบบ่อยเรื่องกระดาษ KA
กระดาษ KA กับ KK ต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่เยื่อและความแข็งแรง KA ทำจากเยื่อใยยาว ให้ค่าความต้านแรงดันทะลุสูงกว่า ส่วน KK ทำจากเยื่อรีไซเคิลและมีราคาประหยัดกว่า งานที่ต้องวางซ้อนในคลังหลายสัปดาห์หรือต้องเดินทางไกลควรใช้ KA ส่วนงานกระจายสินค้าในประเทศที่ใช้แล้วจบรอบ KK เพียงพอ
กล่องพัสดุทั่วไปใช้กระดาษเกรดอะไร
ส่วนใหญ่ใช้ KA เพราะกล่องพัสดุต้องผ่านการขนถ่ายหลายทอดและวางซ้อนกันบนสายพาน เกรดที่รับแรงกระแทกได้ดีจึงลดของเสียระหว่างทางได้มากกว่าส่วนต่างค่ากระดาษ
ทำกล่องส่งออกควรใช้เกรดอะไร
ขึ้นกับว่าให้น้ำหนักกับอะไร ถ้าเน้นความแข็งแรงให้ใช้ KA และงานส่งออกทั่วไปนิยมสั่งเป็นแบบห้าชั้น ถ้าเน้นงานพิมพ์ที่หน้ากล่องต้องคมชัดให้ใช้ WS สองเกรดนี้เป็นกระดาษผิวกล่องที่ใช้กับงานส่งออกมากที่สุด
กระดาษ KA กันน้ำได้ไหม
ไม่ได้ KA ทนความชื้นได้ระดับกลางเท่านั้น ถ้างานต้องเจอความชื้นหรือไอเย็นเป็นเวลานาน ให้เปลี่ยนไปใช้ KH ซึ่งผสมสารทนชื้นมาตั้งแต่เนื้อเยื่อกระดาษ หรือเพิ่มการเคลือบกันน้ำที่ผิวกล่อง โดยมีค่าสารเคลือบและค่าบล็อกเฉพาะขนาดเพิ่มเข้ามา
KA แกรม 150 กับ 185 เลือกอันไหน
ตอบจากแกรมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูน้ำหนักสินค้าจริง วิธีบรรจุ และจำนวนชั้นที่วางซ้อน แล้วให้ทีมวิศวกรคำนวณค่า BCT ออกมาก่อน เพราะการเพิ่มแกรมโดยไม่เปลี่ยนลอนบางครั้งได้ความแข็งแรงเพิ่มน้อยกว่าที่จ่ายเพิ่มไป